ตั้งแต่...วันนั้น
วันที่เธอเดินจากไป วันที่เธอหายไปจากชีวิตของฉัน ฉันก็บอกกับตัวเองเสมอ ว่าเธอยังยืนหยัดอยู่บนแผ่นดินเดียวกัน เธอยังมีความสุข เธอยังมีเสียงหัวเราะ ยังมีเพื่อนอยู่ข้างกาย เมื่อฉันคิดเช่นนั้นความคิดถึงและห่วงหาที่มีต่อเธอก็จางหายไป มีเพียงความเชื่อมั่นในรักแท้ที่ไม่เสื่อมคลาย จน...ฉันเกือบจะหลงลืม เธอไปแล้วจริงๆ
เรื่องมันเริ่มที่...ต้นฤดูฝนปี50ที่ผ่านมา
เมื่อเธอจากไป ช่วงนั้นฉันก็ประสาทๆเหมือนกันนะ คิดไปต่างๆนาๆ จนมาเข้าเรียน ซัมเมอร์ม.4 คิดว่าม.ปลายชีวิตมันคงอัพเกรทบ้างหละ ฉันก็พยายามไม่คิดถึงเธอ ไม่หมั่นเอ่ยชื่อเธอบ่อยๆเหมือนแต่ก่อน ฉันอยากเราให้สิ่งที่ผ่านมาเป็น ความทรงจำที่ล้ำค่าของฉันที่มีหะอ ไม่เสื่อมคลาย จนวันนั้น วันที่ฉันเห็น....เค้า...ที่ที่ผ่านมาในชีวิตของฉันอีกคน ตอนแรกๆก็ไม่รู้สึดอะไรหรอก ก็เฉยๆ แต่ไปๆมาๆ ความรู้สึก...มันมากกว่านั้น
รู้สึกอยากจะยิ้มเมื่อเจอหน้าเค้า
รู้สึกอยากเข้าไปคุยด้วยแต่ไม่กล้า
รู้สึกใจหวั่นๆเมื่อเจอเค้า
รู้สึกเข้าข้างตัวเองสารพัด
ความรู้สึกเหล่านั้นมันก่อตัวขึ้น มันเริ่มพัฒนาจากปลื้ม เป็น ปลื้มมาก ปลื้มากเป็นชอบ แต่ก็นะ...ฉันก็ไม่สามารถรักเค้าได้ มันมีอะไรซักอย่างติดอยู่ อะไรซักอย่างที่เป็น ”เธอ” เมื่อความรู้สึกที่มีต่อเค้าจะเลยคำว่าชอบ แต่มันมักจะหยุดอยู่ที่เดิมและถอยหลังไปเสมอ เพราะ เธอ คือกำแพงที่ไม่อาจให้เค้าผ่านเข้าไปได้ เธอคือคนเดียวที่ความรู้สึกที่ฉันมีต่อเค้าไม่เปลี่ยนเป็นรักได้
สมัยก่อนฉันคิดนะ ฉันคิดว่าไม่มีใครทำลายกำแพงที่สูงใหญ่ของฉันได้หรอก แต่เธอ...เธอทำลายมันลงได้ แล้วเธอก็จากไป ทำให้กำแพงถูกสร้างขึ้นมาอีกครั้ง มันทั้งใหญ่และแข็งแรงกว่ากำแพงอันเดิมหลายเท่านัก สิ่งๆหนึ่งที่ฉันไม่อยากให้ใครทำลายกำแพงนี้คือ....ฉันไม่อยากเปียกฝนอีกแล้ว
ครั้งหนึ่ง วันเวลาที่เธอยังอยู่ วันเวลาที่ฉันเฝ้ามองมันด้วยความรัก ความห่วงใย วันเวลาที่ฉันเฝ้าทะนุถนอมกางร่ม ป้องแดด กันฝนให้กับมัน แล้ววันหนึ่ง วันที่ลมพัดกระหน่ำ ฟ้าผ่า ฟ้าร้อง พัดเอาร่มคันนั้นปลิวไปไกล ฝนที่โหมกระหน่ำ แต่ฉันยังยืนอยู่ที่เดิม ฉันยังปกป้องต้นกล้าที่รอจะผลิใบซักวัน แต่...มันไม่มีทางแล้วล่ะ ต้นกล้าได้ตายไปแล้ว ฉันจึงไม่กล้าจะเผชิญกับความเป็นจริง ไม่กล้าตากฝนอีกต่อไป...
พอจะสิ้นฤดูฝน สิ่งที่ฉันไม่คาดคิดได้เกิดขึ้น...
ต้นกล้าต้นใหม่ งอกงามขึ้นจากผืนดิน มันช่างน่ารัก งดงามไม่แพ้กับต้นกล้าต้นเก่าจริงๆ ฉันเฝ้ามองต้นกล้านั้นอยู่ในห้องมืดๆไม่ละสายตา แต่ว่านะ...ฉันไม่อาจเดินออกไปกำบังให้ต้นกล้านั้นได้หรอก
ฉันกลัว...ฉันที่ฉันจะต้องเปียกฝนอีกครั้ง กลัวที่ฉันจะต้องหนาวเหน็บและไม่มีใคร กลัวที่ร่มน้อยๆในมือจะปลิวหายไปเหมือนครั้งก่อน จนฟ้าครึ้มเมฆดำทะมึนใกล้เข้ามา เป็นสัญญาณของฝนที่คลืบคลานเข้ามา ต้นกล้าผลิบานรับแสงแห่งอรุณที่เริ่มจะดับสูญ
ฉันก็อยากจะไปช่วยต้นกล้านั้นหรอกนะ แต่ว่า...กำแพงรอบๆกายของฉันไม่มีทางออก มันไม่มีทีท่าว่าจะเสื่อมสลาย มีแต่จะหนาขึ้นเรื่อยๆ จะให้ฉันทำอย่างไรล่ะ
ก็ในเมื่อ...ฉันไม่อยากเปียกอีกแล้ว
ฉันต้องหันหลังให้ต้นกล้าและปิดหน้าต่าง ปล่อยให้ห้องนี้มืดมิดต่อไป จนกว่าปลายฝนจะหมดลง จนกว่าต้นหนาวจะเข้ามาเยือน เจ้าต้นกล้านั้นจะรอดไหมนะ??มันจะทนแรงลมได้รึเปล่า??
แล้วฉัน...จะออกไปหามันได้ซักวันไหมนะ
ต้นเดือนตุลาคม50 วันที่ฟ้าไม่มีดาว
วันที่เธอเดินจากไป วันที่เธอหายไปจากชีวิตของฉัน ฉันก็บอกกับตัวเองเสมอ ว่าเธอยังยืนหยัดอยู่บนแผ่นดินเดียวกัน เธอยังมีความสุข เธอยังมีเสียงหัวเราะ ยังมีเพื่อนอยู่ข้างกาย เมื่อฉันคิดเช่นนั้นความคิดถึงและห่วงหาที่มีต่อเธอก็จางหายไป มีเพียงความเชื่อมั่นในรักแท้ที่ไม่เสื่อมคลาย จน...ฉันเกือบจะหลงลืม เธอไปแล้วจริงๆ
เรื่องมันเริ่มที่...ต้นฤดูฝนปี50ที่ผ่านมา
เมื่อเธอจากไป ช่วงนั้นฉันก็ประสาทๆเหมือนกันนะ คิดไปต่างๆนาๆ จนมาเข้าเรียน ซัมเมอร์ม.4 คิดว่าม.ปลายชีวิตมันคงอัพเกรทบ้างหละ ฉันก็พยายามไม่คิดถึงเธอ ไม่หมั่นเอ่ยชื่อเธอบ่อยๆเหมือนแต่ก่อน ฉันอยากเราให้สิ่งที่ผ่านมาเป็น ความทรงจำที่ล้ำค่าของฉันที่มีหะอ ไม่เสื่อมคลาย จนวันนั้น วันที่ฉันเห็น....เค้า...ที่ที่ผ่านมาในชีวิตของฉันอีกคน ตอนแรกๆก็ไม่รู้สึดอะไรหรอก ก็เฉยๆ แต่ไปๆมาๆ ความรู้สึก...มันมากกว่านั้น
รู้สึกอยากจะยิ้มเมื่อเจอหน้าเค้า
รู้สึกอยากเข้าไปคุยด้วยแต่ไม่กล้า
รู้สึกใจหวั่นๆเมื่อเจอเค้า
รู้สึกเข้าข้างตัวเองสารพัด
ความรู้สึกเหล่านั้นมันก่อตัวขึ้น มันเริ่มพัฒนาจากปลื้ม เป็น ปลื้มมาก ปลื้มากเป็นชอบ แต่ก็นะ...ฉันก็ไม่สามารถรักเค้าได้ มันมีอะไรซักอย่างติดอยู่ อะไรซักอย่างที่เป็น ”เธอ” เมื่อความรู้สึกที่มีต่อเค้าจะเลยคำว่าชอบ แต่มันมักจะหยุดอยู่ที่เดิมและถอยหลังไปเสมอ เพราะ เธอ คือกำแพงที่ไม่อาจให้เค้าผ่านเข้าไปได้ เธอคือคนเดียวที่ความรู้สึกที่ฉันมีต่อเค้าไม่เปลี่ยนเป็นรักได้
สมัยก่อนฉันคิดนะ ฉันคิดว่าไม่มีใครทำลายกำแพงที่สูงใหญ่ของฉันได้หรอก แต่เธอ...เธอทำลายมันลงได้ แล้วเธอก็จากไป ทำให้กำแพงถูกสร้างขึ้นมาอีกครั้ง มันทั้งใหญ่และแข็งแรงกว่ากำแพงอันเดิมหลายเท่านัก สิ่งๆหนึ่งที่ฉันไม่อยากให้ใครทำลายกำแพงนี้คือ....ฉันไม่อยากเปียกฝนอีกแล้ว
ครั้งหนึ่ง วันเวลาที่เธอยังอยู่ วันเวลาที่ฉันเฝ้ามองมันด้วยความรัก ความห่วงใย วันเวลาที่ฉันเฝ้าทะนุถนอมกางร่ม ป้องแดด กันฝนให้กับมัน แล้ววันหนึ่ง วันที่ลมพัดกระหน่ำ ฟ้าผ่า ฟ้าร้อง พัดเอาร่มคันนั้นปลิวไปไกล ฝนที่โหมกระหน่ำ แต่ฉันยังยืนอยู่ที่เดิม ฉันยังปกป้องต้นกล้าที่รอจะผลิใบซักวัน แต่...มันไม่มีทางแล้วล่ะ ต้นกล้าได้ตายไปแล้ว ฉันจึงไม่กล้าจะเผชิญกับความเป็นจริง ไม่กล้าตากฝนอีกต่อไป...
พอจะสิ้นฤดูฝน สิ่งที่ฉันไม่คาดคิดได้เกิดขึ้น...
ต้นกล้าต้นใหม่ งอกงามขึ้นจากผืนดิน มันช่างน่ารัก งดงามไม่แพ้กับต้นกล้าต้นเก่าจริงๆ ฉันเฝ้ามองต้นกล้านั้นอยู่ในห้องมืดๆไม่ละสายตา แต่ว่านะ...ฉันไม่อาจเดินออกไปกำบังให้ต้นกล้านั้นได้หรอก
ฉันกลัว...ฉันที่ฉันจะต้องเปียกฝนอีกครั้ง กลัวที่ฉันจะต้องหนาวเหน็บและไม่มีใคร กลัวที่ร่มน้อยๆในมือจะปลิวหายไปเหมือนครั้งก่อน จนฟ้าครึ้มเมฆดำทะมึนใกล้เข้ามา เป็นสัญญาณของฝนที่คลืบคลานเข้ามา ต้นกล้าผลิบานรับแสงแห่งอรุณที่เริ่มจะดับสูญ
ฉันก็อยากจะไปช่วยต้นกล้านั้นหรอกนะ แต่ว่า...กำแพงรอบๆกายของฉันไม่มีทางออก มันไม่มีทีท่าว่าจะเสื่อมสลาย มีแต่จะหนาขึ้นเรื่อยๆ จะให้ฉันทำอย่างไรล่ะ
ก็ในเมื่อ...ฉันไม่อยากเปียกอีกแล้ว
ฉันต้องหันหลังให้ต้นกล้าและปิดหน้าต่าง ปล่อยให้ห้องนี้มืดมิดต่อไป จนกว่าปลายฝนจะหมดลง จนกว่าต้นหนาวจะเข้ามาเยือน เจ้าต้นกล้านั้นจะรอดไหมนะ??มันจะทนแรงลมได้รึเปล่า??
แล้วฉัน...จะออกไปหามันได้ซักวันไหมนะ
ต้นเดือนตุลาคม50 วันที่ฟ้าไม่มีดาว